Paul P. さんのプロフィールThe Emperor of Darknessフォトブログリストその他 ![]() | ヘルプ |
The Emperor of DarknessDon't Fear The Dark...By the Cause of, You Can't See Anything...
The Emperor of Darkness is here...
11月25日 สุขสันต์วันเกิด "คนบ้า" 25 พ.ย. 2552 06.39 น. เป็นเช้าวันเกิดที่ไกลบ้านที่สุดเท่าที่จำได้ละมั้ง... เช้านี้อยู่ที่กระบี่ เตรียมตัวเข้างานตามเคย... แม่โทรมาตั้งแต่หกโมงเช้าโน่น... โทรปลุกกันชัดๆ...กำลังนอนสบายเชียว แต่ก็...ขอบคุณครับ รักแม่ครับ ปีนี้ก็เบญจเพส (25) แล้ว... เค้าว่าครบ 25 แล้วมันเป็นช่วงอายุอาถรรพ์... ดูแลตัวเองดีๆล่ะไอ้อ้วน... เป็นวันเกิดที่ต่างไปจากทุกๆปีที่ผ่านมา... ก่อนๆก็แค่วันเกิด ตื่นเช้าไปโรงเรียน ตื่นเช้าแล้วก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมา... แต่ปีนี้ตื่นมาต้องเตรียมตัวหลายๆอย่าง... ทำงานแล้วนี่หว่า...เนอะ~ อยากมีคนพิเศษนอกจากคนที่บ้าน นอกจากเพื่อนๆ โทรมาอวยพรมั่งจัง... นึกๆดูแล้ว...ยังไม่เคยมีเลยนี่หว่า ตั้ง 25 ปีมาแล้วแน่ะ...ฮ่าๆๆๆ เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วนะชัยพร... มีงานทำแล้ว มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบแล้ว... ไม่ต้องอ้อนแม่แล้ว ไม่ต้องแบมือขอเงินแม่แล้ว... หลังจากนี้ก็ดูแลพ่อแม่ได้แล้วนะไอ้อ้วน... สรุปสถานการณ์... พ่อแม่เกษียณแล้ว สบายๆไปสองคน... นายเพชรยังเรียนอยู่...ตั้งใจเรียนนะไอ้น้อง ชัยพร...เรียนจบแล้ว มีงานทำแล้ว แต่ยังโสดเหมือนเดิม~ อัพโหลด 22.03 น. ยังแอบหวังว่าจะเห็นข้อความอวยพรจากคนๆนั้นนะ... แต่~ คนๆนั้นคงไม่ใส่ใจวันเกิดผมหรอก... 9月20日 บันทึกแห่งความอ่อนแอ..."ก็แค่เครื่องมือที่ไร้ค่า" 19 ก.ย. 2552 ราวๆ 5 ทุ่มกว่า... บนอานมอ'ไซค์คันเก่ง... "ลูกศรสีดำที่ต้องคำสาปแห่งความเร็วชั่วนิรันดร์..." ที่ความเร็ว 130 ก.ม./ช.ม. วัดรอบที่ 9500 รอบ/นาที แอลกอฮอล์จำนวนไม่น้อยที่ไหลวนอยู่ในเส้นเลือด... ...ถนนทั้งสายดูโล่งว่างสุดสายตา ความเย็นของอากาศในเวลานั้นกรีดลึกผ่านเนื้อหนัง หนาวเยือกไปจนถึงกระดูก... เสี้ยวความคิดที่มีในตอนนั้น หลายๆแวบที่เกิดขึ้นมันถามหา "ความเจ็บแปลบที่แวบเดียวก็ดับวูบ..." หากมีรถคันใหญ่สักคันเสียหลักพุ่งเข้ามา มอเตอร์ไซค์คันเล็กๆคันนั้นก็คงจะกลายเป็นยมทูตสีดำทะมึนขึ้นมาทันที... ความรู้สึกไร้ค่าเริ่มประเดประดังเข้ามาในห้วงคำนึงของผม... "กูมันแค่เครื่องมือ..." "กูมันแค่ทางผ่าน..." "กูทำให้หลายๆคนสุขใจ...แล้วพวกเขาก็จากไป" "กูมันคนดี...รึที่แท้กูแค่คนบ้า" คลื่นความคิดอันหนาหนักโถมกระหน่ำจนความรู้สึกของผมเริ่มชา... "กูดักดานอะไรอยู่..." "กูรอไปเพื่ออะไร..." "กูรอไปทำไม..." "แล้วกูรอใครอยู่กันแน่..." ใบมีดคมกริบที่มองไม่เห็นกรีดชำแรกผ่านมวลอากาศที่เบาหวิว... รอยแผลที่มีเพียงสัมผัสฉีกกว้างขึ้นเรื่อยๆ... หยดเลือดที่ใสกริบสาดซัดไปจนทั่ว... ดูเหมือนว่าวิญญาณบางส่วนของผมอ่อนแอจนรักษาตัวเองไม่ได้แล้ว... แสงไฟหน้ารถสาดฉายเข้าไปในดวงตาของผม... แสงนั้นเสียดแทงเข้าไปจนถึงภวังค์ที่นิ่งเฉย... ...จนมันตื่นขึ้นอีกครั้ง "มึงเข้มแข็งกว่านี้ไม่ใช่เหรอ..." "มึงแข็งแกร่งกว่านี้ไม่ใช่เหรอ..." "มึงไม่เคยเสียคนเพราะเรื่องแค่นี้ไม่ใช่เหรอ..." นั่นมันก็แค่อดีต... ผมอาจเข้มแข็งจนเกินไปในวันวาน... ผมอาจกล้าแกร่งจนเกินไปในเวลาที่ผ่านมา... ผมอาจเป็นผู้เป็นคนอยู่ได้แม้วันที่เจ็บเจียนตาย... แต่ตอนนี้มันต่างออกไป... ผมเก็บทุกอย่างภายใต้หน้ากากของความแกร่ง... ผมเก็บทุกอย่างภายใต้ความเข้มแข็ง... ผมเก็บมันไว้มากเกินไป... แล้ววันที่มันปริ่มก็ผ่านมา... แล้ววันที่มันล้นก็มาถึง... แล้ววันที่เขื่อนที่เรียกว่าความแข็งแกร่งพังทลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี... เธอ... เธอทำลายกำแพงที่ผมใช้ปิดกั้นหัวใจตัวเองลงได้... เธอทำลายความแข็งแกร่งของผมที่มีจนหมดสิ้น... เธอเป็นผู้ที่หยิบยื่นคำว่า "ไร้ค่า" ให้ผมได้สัมผัสและเข้าถึงอย่างถ่องแท้... "สุภาพบุรุษ" เปลือกของผม คุณค่าเดียวที่ผมคิดว่าผมมี ความภูมิใจเดียวที่ผมคิดว่าผมเป็น... ...มันก็แค่ "คำแก้ตัวของคนโง่ คำโอ้อวดของคนไร้ค่า" "เครื่องมือที่ถูกทอดทิ้ง" ความเป็นจริงที่ผมเป็น คุณค่าแท้จริงที่ผมมี... ...ไม่อาจปฏิเสธได้อีกแล้ว ห้วงคำนึงสุดท้ายก่อนที่จะถึงประตูบ้าน... "แต่มึงก็ยังดักดาน..." "แต่มึงก็ยังรอ..." "แต่มึงก็ยังมองไปข้างหน้าแม้ว่าจะไม่เห็นอะไรเลย..." "แล้วก็เป็นเค้าที่มึงยังคงรอ..." ทำไม?? คำตอบที่ดีที่สุดเท่าที่ผมสามารถตอบตัวเองได้... คำตอบที่ดีที่สุดที่ยังทำให้ผมเป็นผู้เป็นคนอยู่ได้... คำตอบที่ดีที่สุดที่ทำให้ผมยังอดทนรอต่อไปได้... "แม่งเอ๊ย...กูรักเค้าว่ะ" 4月29日 และแล้วก็ถึงวันจบ...จบแล้ว...
เป็นความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นตอนสอบเสร็จวันนี้...
เวลาสี่ปีมันผ่านไปเร็วมากเลยนะเนี่ย...
ไม่ได้เหยียบเข้ามาที่สเปซซะเป็นชาติแล้วมั้ง...
นานขนาดที่ว่าเข้ามาอีกทีก็วันสุดท้ายของการเป็นนักศึกษาซะงั้น...
เช้าวันนี้...
ตื่นมานอนมองเพดานว่างๆของหอที่อยู่มาตั้งสี่ปี...
ตอนนี้ห้องนั้นก็เหลือแต่ความว่างเปล่าซะแล้ว...
ขนของกลับบ้านแล้ว...
เหลือแต่บอกลาห้องนี้เท่านั้น...
เข้ามาแต่เช้าเตรียมสอบวันสุดท้าย...
วันนี้มหาลัยเงียบน่าดูเลย...
เหมาะจริงๆกับวันสุดท้ายของการเป็นนักศึกษา...
นั่งฟังเสียงลมเบาๆตอนไปนั่งทานข้าวที่โรงช้าง...
นั่งฟังเสียงน้องๆบ่นกันเรื่องสอบตอนเช้า...
นั่งฟังเสียงเพื่อนบ่นว่าอ่านไม่จำซักกะที...
จะไม่มีเวลาแบบนี้แล้วเหรอ...
จะต้องบอกลาเวลาแบบนี้แล้วเหรอ...
จะต้องโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้แล้วเหรอ...
หลังจากนี้ก็ต้องเข้าสู่มหาสมุทรแห่งชีวิตแล้วซินะ...
หลังจากนี้ก็ต้องหางานทำ...
หลังจากนี้ก็ต้องเป้นคนที่คอยดูแลพ่อแม่...
บอกได้เลยว่าเริ่มคิดถึงเวลาแบบนี้แล้ว...
บอกได้เลยว่าไม่เคยคิดว่ามันจะมาเร็วขนาดนี้...
แต่วันนี้มันก็มาถึงจนได้...
อยากย้อนเวลาเหมือนกันนะ...
อยากกลับมานั่งอยู่ในห้อง...
อยากกลับมานั่งโม้กับทุกคนอีกซักครั้ง...
อยากกลับมานอนหลับในห้องเรียนอีกครั้ง...
แต่สุดท้ายมันก็เป็นแค่ภาพในอดีต...
ภาพที่จะตรึงตราอยู่ในความทรงจำ...
ภาพที่จะไม่มีวันลบเลือน...
ภาพที่ทรงคุณค่านี้...
จะฝังจำตลอดไป... 10月1日 ห้าเดือน...ฝุ่นเขรอะเชียวห้าเดือน...มันดูนานมากเลยนะเนี่ย
แต่...มันก็เร็วไม่ใช่เล่นเหมือนกัน เวลาที่ผ่านไปตั้งห้าเดือนนี่มันมีอะไรเกิดขึ้นเยอะมาก...
ทั้งที่ดี แล้วก็ไม่ดี...ชีวิตคนเราหนึ่งชีวิตนี่มันมีมากกว่าที่คาดจริงๆนั่นแหละ ลองมานั่งนึกๆดู...เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากกลับมาจากตุรกี ถ้าจะให้นั่งเขียนรายการออกมาทั้งหมด...ทั้งคืนคงไม่พอ เอาคร่าวๆละกันนะ... ฝึกงานไม่จบ...เกิดปัญหาภายใน แต่คนที่ซวยกลับเป็นเราซะฉิบ ต้องออกกลางทาง
รู้จักกับแคมฟรอก...ข้อนี้เรื่องใหญ่
ได้ยินมานานละกับชื่อของโปรแกรมตัวนึงที่ชื่อว่า แคมฟร็อก...เสียงลือเสียงเล่าอ้างก็แยะสำหรับเจ้านี่ บังเอิญว่าหันไปหันมาที่บอร์ดก็พบว่า...อ้าว บอร์ดกูมีห้องในแคมฟรอกด้วย อยากเข้าไปมั่งสิเนี่ย อีกอย่าง...ติดเน็ตหอแล้วด้วย (เน็ตมหาลัยบล๊อคแคมฟร็อก...ช่างเหอะ) ก็เลยได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับโลกของคนรักการ์ตูนอย่างที่ไม่เคยเจอ...
ได้รู้จักเพื่อนๆพี่ๆน้องๆมากมาย... ได้รู้ว่า...ความรู้สึกหัวใจพองโตเวลาเจอใครบาง (ใครคนนั้น) ความรู้สึกนี้ที่หายไป มันกลับมาในที่สุด ได้รู้ว่า...โลกส่วนตัวมันใหญ่กว่าที่คิดมากเลย ได้มีรายการของตัวเองโดยบังเอิญ...ได้แลกเปลี่ยนความชอบของตัวเองกับคนอื่นๆ ได้รู้จักใครหลายๆคนที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้พบเจอ... และได้รู้ว่า...บางทีความสุขมันก็เกิดจากสิง่ที่เราไม่เคยคาดหวัง ความรักที่หายไป...โดนใครบางคนบอกว่า เป็นอย่างเดิมดีกว่านะ เรื่องทั้งหมดจบลงง่ายๆเลย
ตำแหน่งใหม่ในบอร์ด...ได้เป็นคนใหญ่คนโตโดยไม่ตั้งใจ เค้าคงเห็นแหละว่าเราชอบแส่ เลยได้ตำแหน่งซะงั้น เปิดเทอม...ชีวิตนักศึกษาปีสุดท้าย ช่วงเวลาสุดท้ายในมหาลัยแล้วสินะ โครงการเวทีคนเก่ง...ไม่พูดถึงไม่ได้
เพื่อนซี้ที่สุดคนนึงของผมเอ่ยปากว่า...พัน ไปทำค่ายกัน
ไปฝึกน้องๆเด็กประถมให้เป็นคนกล้ากันดีกว่า...กล้าคิด กล้าพูด เวลาสองวันในการทำโครงการเวทีคนเก่ง...เป็นเวลาสองวันที่สนุกมาก ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆในทางที่ดีขึ้น...ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นน้องๆ วันสุดท้ายถึงกับเรียกน้ำตา...มันเป็นธรรมเนียมที่ต้องร้องเพลงลาก่อนจาก
น้องคนนึงวิ่งมากอดผมแล้วบอกว่า...พบกับพี่แล้วหนูคิดถึงพ่อ ผมเองก็เป็นคนใจแข็งนะ...แต่ยังอดน้ำตารื้นกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ หลังจากนั้นคงไม่ต้องพูดถึง...ทั้งพี่เลี้ยง ทั้งน้องๆ บ่อน้ำตาล้นกันเป็นแถว หลานรหัส...ช่างเหอะ ไม่อยากพูดถึง
เกษตรม.อ. ...ปีนี้ก็กินตังค์ไปไม่น้อยเหมือนเดิม งานแฟนซี...ปีสุดท้ายแล้วสินะ งั้นตัดชุดแต่งตัวให้สุดโต่งไปเลย ฟุตซอลคณะ...ช่างเหอะ ตกรอบ รับปริญญา...ปีนี้ได้งานมาด้วย ไปเป็นตากล้องให้น้องที่รู้จักกัน รู้แล้ว ตากล้องมันเหนื่อยเหมือนกันนะ นึกออกแค่นี้แหละ...ไม่น่าทิ้งไว้นานๆแล้วมาอัพเลยแฮะ ตอนนี้เหรอ...สอบกลางภาคอาทิตย์หน้าแล้ว
กลับมาที่เรื่องของตัวเองบ้าง...
วันหนึ่งที่ผมตื่นขึ้นมา...ลืมตามองขึ้นไปบนเพดานสีขาว นิ่งนานอยู่อย่างนั้น จมอยู่กับห้วงความคิดที่วนเวียนไปมา นี่เป็นปีสุดท้ายจริงแล้วๆสินะ นี่เราได้เป็นเด็กปีสี่แล้วสินะ มหาลัยกำลังจะเป็นอดีตที่มีหลากสีสันในความทรงจำสินะ... หันมองไปรอบๆ...ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม ทั้งที่ๆมันอยู่ ทั้งความรกรุงรังที่น่ารำคาญตา ตะวันลอยขึ้นจากแนวเขาไม่สูงนัก...แต่มันก็มีแรงพอที่จะสาดแสงให้มันแหย่นัยน์ตาของผมจนต้องหรี่ตาเมื่อหันไปมองมัน
ดวงตะวันดวงเดิม ท้องฟ้าผืนเดิม แนวเขาลูกเดิม ภาพหลายอย่างยังคงเดิม... ค่อยๆลุกจากเตียงแล้วเดินไปที่ระเบียง...หลายๆอย่างมันไม่เหมือนเดิมแฮะ อยู่ห้องหอนี้หอนี้มาสี่ปีแล้วสินะ...นานนะนั่น แต่ในขณะเดียวกันมันก็เร็วเหลือเกิน อาคารใหม่ๆโผล่ขึ้นมาเยอะแยะเชียว...ทั้งหอพัก ทั้งโรงเรียน หรือจะเป็นอาคารพานิชย์อื่นๆก็ตามที ทุกอย่างมันไหลไปเหมือนสายน้ำจริงๆ...เรื่อยๆเอื่อยๆ บางครั้งก็พัดแรง แต่สายน้ำมันไม่เหมือนกาลเวลา...มันไม่เคยนิ่งสนิท สายลมยามเช้าพัดผ่านโลมลูบใบหน้าของผมเบาๆ...ดวงอาทิตย์ที่ลอยสูงขึ้นเตือนความจำของผม "ไปเรียนได้แล้ว ไอ้ขี้เกียจ"
ว่าแล้วผมก็หันหลังให้กับดวงอาทิตย์เพื่อนเก่า..."อาบน้ำแล้วเข้ามหาลัยดีกว่ากู ~" วันทั้งวัน...มองเห็นใครหลายๆคนเดินไปมาเป็นคู่ เห็นแล้วพาลอิจฉาซะให้ได้
ถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา...คนที่เขามีคู่มันรู้สึกยังไงนะ ความรู้สึกที่ต้องคิดถึงใครอีกคนอยู่ตลอดมันเป็นแบบไหน หลายๆคนบอกว่า...เป็นโสดน่ะดีแล้ว อิสระ ไม่ต้องคอยกังวลถึงใครคนอื่น บอกตามตรงเลยนะ...โสดน่ะ มันก็เหมือนเรานั่งเล่นสารเคมี โสดไปหลายๆปีมันก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าอิ่มตัว อยากรู้สึกบ้างนะว่าการสูญเสียอิสระเพราะความรักมันเป็นยังไง...การที่ต้องคอยกังวลถึงใครซักคนมันเหนื่อยแค่ไหน เป็นโสดมันก็ดี...ไม่ตั้งกังวลว่าเราต้องเดินรอใคร หรือว่าใครต้องมารอคอยเวลาเราก้าวเดิน
แต่นั่นแหละ...อยากรู้เหมือนกันว่าการที่เราต้องรอใครซักคนเดินตามเราให้ทัน หรือปล่อยให้ใครบางคนต้องรอเวลาเราเดินมันรู้สึกแบบไหน อยากรู้...เมื่อไหร่เราจะได้พบกับใครคนนั้น คงสักวัน... มือของผมอาจจะสากหนา...แต่ผมมันใจว่ามันอบอุ่น
ไหล่ของผมอาจไม่กว้างใหญ่...แต่มันกว้างพอสำหรับใครสักคนจะใช้แอบอิง แขนของผมอาจไม่แข็งแรง...แต่มันแข็งแกร่งพอสำหรับการปกป้องใครอีกคน ป.ล. การรอคอยมันช่างเนิ่นนาน...อยากรู้ว่ามันจะคุ้มค่าไหมหนอ 6月12日 ตุรกี - ฮาร์ดดิสก์พังขึ้นหัวมาแบบนี้...
หลายคนคงงงว่ามันเกี่ยวกันยังไง...
มันเกี่ยวกันอย่างแรงเลยค้าบ...พี่น้องค้าบ
เริ่มตั้งแต่ลงทะเบียนปีสามเทอมสอง (ย้อนไปไกลโคตร...เพื่ออะไรเนี่ย)
ลงเรียนวิชาโกลบัล เพราะรู้ว่าถ้าลงแล้ว BBA ก็จะพาไปเที่ยวเมืองนอก (บอกแค่นี้เอง จะย้อนมาทำไมเนี่ยยยย...)
จุดหมายปลายทางของปีนี้คือตุรกี...ก็ไม่เลว ดีกว่าไปไม่ไกล...เนอะ
ว่าแล้วก็กระโดดกลับมาที่วันสอบวันสุดท้าย (หนุกมั้ยเนี่ย โดดไปโดดมา...)
ยืมเป้พรรคพวกไว้แล้วแหละ กะว่าจะแบ็คแพ็คเกอร์แบบเต็มสูบ...
สุดท้ายก็กลายเป็นกระเป๋าแม่...เล่นยืมเป้สนามมานิ เหล็กตรึม เข้าเครื่องคงร้องลั่นละคับ...
ว่าแล้วก็เดินทางไปนครศรีธรรมราช (ไปตุรกีไม่ใช่เหรอ ไหงไปนครละคับทั่น...)
ไปรับน้องสาวก่อน น้องมันจะขึ้นไปเรียนต่อที่บางกอก...ไปพร้อมกัน แม่น้องเค้า (น้ากูเนี่ยแหละ) จะได้สบายใจ...
นั่งรถทัวร์จากนครไปบางกอก มาราธอนมาก...
เพราะนั่งรถยาวนานที่สุดในชีวิต...
รถเมล์สงขลา - นคร แล้วต่อด้วยรถทัวร์นคร - บางกอก หลังจากนั้นก็นั่งรถตู้จากสายใต้ใหม่ - รามคำแหง2...
เหนื่อยอย่างแรง (แล้วไปรามสองทำไมละวะค้าบ...) พาน้องไปส่งที่บ้านพี่สาวค้าบ ไอ้นี่ใครวะ ถามกูจังเล้ย...
ตอนแรกว่าจะนอนที่ราม2 เปลี่ยนใจนาทีสุดท้ายไปนอนหอไอ้อาร์มที่ลาดกระบัง...
ไม่ต้องถาม จะอธิบาย ลาดกระบังใกล้สุวรรณภูมิกว่าราม2 โอเค ผ่าน...
นอนหอไอ้อาร์มคืนนึง แล้วหลั่นล้าอีกเกือบวันนึง เพราะนัดกันสามทุ่มวันอาทิตย์...
ช่วงที่ยังสว่างก็แล่นแตร๊เลยค้าบ...
ว่าแล้วก็ถึงเวลาไปที่สนามบิน ลาดกระบังศักดิ์สิทธิ์จริงแหละ เชื่อแล้ว...
นั่งแค่สิบนาทีก็ถึงสุวรรณภูมิละ...
เช็คของ จัดของ เตรียมความพร้อมกันอีกทีที่สนามบิน...
ขึ้นเครื่องตอนห้าทุ่มกว่า เหลือแค่รอเทคออฟ...
นั่งเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตคับทั่น...เป็นครั้งแรกที่คุ้มมาก นั่งสิบชั่วโมงโดยประมาณ...
ถึงตุรกีก็ต่อเครื่องอีกรอบ ประมาณสองชั่วโมง...เห็นมั้ย บอกแล้วนั่งคุ้ม...
เที่ยวเพลินมาก 7 วัน 5 คืน...
ตะลอนๆกันเกือบครึ่งประเทศ...
บ้านเค้าเมืองเค้าสวยดีจริงๆนั่นแหละ (กรุณาดูรูปประกอบ...แล้วท่านจะรู้ว่าความเสือกมีจริง)
งานนี้กดชัตเตอร์ไปพันกว่ารูป เต็มคราบเลย...
ถ้าจะให้สาธยายว่าที่ไหนบ้าง...อืม เอาหลักๆละกัน
บ้านหลังสุดท้ายพระแม่มารี - เอฟิซุส เมืองเก่าสไตล์โรมัน - ปามุคคาเล่ ชั้นแอ่งหินปูน ขาวๆสวยๆ
แคปปาโดเกีย เมืองในภูเขา (แนวเดียวกับเพตราที่จอร์แดนเลยคับ) - สุเหร่าเมฟว์ลานา (รูปสวยๆเยอะเลย)
คาราวาน ซาราย (ที่พักคาราวานโบราณ) - แล้วก็มีโรงงานพรม - ร้านเสื้อหนัง - แล้วก็ตระกูลช็อปอีกเยอะ...
อิสตันบูลสองวัน
ราชวังทอปกาปิ - สุเหราสีน้ำเงิน - วิหารเซนต์โซเฟีย - สไปซ์ บาซาร์ (ซื้อของฝากที่นี่แหละ)
ล่องเรือในช่องแคบบอสฟอรัส - ราชวังโดลมาบาเช่ (เสียตังค์ก่อนถ่ายรูปด้วยแน่ะ...)
เที่ยวคุ้มมาก...
ไม่นับที่หนาวจนปากแตกอ่ะนะ...
ที่แคปปาโดเกียก็หนาวจนพ่นควันได้...
วันที่ไปคาราวานซารายก็ทำเก๋า ใส่เสื้อกล้ามตัวเดียว โดนคับ หนาวอย่างแรง แต่เก๊กแมนสุดๆ ไม่มีสั่น...
อาหารการกินเหรอ...
ก็รสชาติดีแหละ แต่ไม่ถูกปากเท่าที่คิด...
เล่นเจอข้าวผัดเนยวันละสองมื้อ ไม่ไหวเหมือนกัน...
กินไก่ กินเนื้อ กันเป็นหลัก ก็ประเทศมุสลิมนี่นา (มีสุเหร่าเยอะมาก ชนิดห่างกันบล็อคต่อบล็อคเลย...)
บอกได้เลยว่าคิดถึงเนื้อหมูอย่างแรง...ง่าง่า
แล้วก็ได้เวลากลับ...
กะแล้วว่าจะอยู่บางกอกซักสามสี่วัน...
เสร็จเลยคับ เจอกันดั้มกินงบ ควักตังค์ซื้อแบบไม่ต้องตัดสินใจเลย...แต่ของยังไม่ได้ เดี๋ยวไอ้อาร์มส่งตามมา
ได้เที่ยวบางกอกพอประมาณแต่ก็ไปไม่ครบอย่างที่หวังไว้...
ที่แน่ๆ อนุสาวรีย์ชัย - สะพานพุทธ ต่อด้วย สะพานพุทธ - แฮปปี้ แลนด์ แล้วก็จบด้วย แฮปปี้ แลนด์ - ลาดกระบัง...
วันเดียว นั่งรถเมล์คุ้ม...เนอะ
นอนลาดกระบังสองคืน นอนรามสองอีกคืนนึง แล้วก็ได้เวลากลับสงขลาละคับ งานรออยู่...
กลับมาถึงสงขลา...
ไม่ได้นอนบ้านด้วยซ้ำ ต้องรีบกลับมาทำรายงานส่ง...
ถึงหาดใหญ่ก็เอารูปลงฮาร์ดดิสก์นอกทันที...ว่าแล้วก็ทำรายงานส่ง
พอจะทำสไลด์เท่านั้นแหละ เลยรู้ความจริงว่า HD มันเจ๊ง...
โอ้วแม่...รูปภาพทั้งหมดตั้งกะปีหนึ่ง อยู่ในนั้นหมดเลย กูจะบ้าตาย...
เหลือทางเลือกเดียวคือส่งศูนย์ กูเองก็ไม่เป็น ส่งก็ส่งวะ (คิดในใจไว้แล้วว่าทำใจเหอะ หายหมดแน่ๆ...)
แล้วการรอคอยก็จบลง ไปเอา HD กลับมา...
เอ้าแม่...มันทำห่าไรวะ ยังใช้ไม่ได้เลยว้อย...
แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า...งั้นมันก็ยังเป็นตัวเดิม กู้โลด (เดี๋ยวเอากลับไปเคลมใหม่อีกรอบละกันวะ...)
ใช้เวลาไปประมาณเก้าชั่วโมงกว่าจะกู้เสร็จ (เข้าใจเลยว่าทำไมคิดค่ากู้กันแพงนัก...)
แต่คุ้มคับ...ได้กลับมาหมดทุกรูปเลย (ตุรกี 1192 รูป เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆ...)
และนี่ก็คือที่มาของหัวที่ไม่ค่อยเข้ากันนั่นเอง...ง่าง่า
ปอลอ...ไม่มีอ่ะ นึกไม่ออก |
|
|||||||||
|
|